คนรวยไม่กล้าใช้เงิน

เค้าว่าคนรวยมักชอบเสียดาย และที่สุดแห่งความเสียดาย ก็คือการตายไปแล้วไม่สามารถใช้เงินให้หมดไปได้ และที่สุดแห่งความสลดก็คือการใช้เงินจนหมด แล้วยังไม่ตาย ข้อคิดดีๆ ในช่วงเวลาสิ้นสุดปี 2011 และกำลังเข้าสู่ช่วงปี 2012 มีคนรวยบางคนใช้เงินมากเพราะคิดว่า โลกจะแตก แต่สุดท้ายก็ โลก ก็ยังอยู่ปกติ ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย แล้วพวกเค้าเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร…

ใครก็ไม่รู้เป็นคนคิดประโยคดังกล่าวขึ้นมา ช่างคิดได้อย่างคมคายและเห็นภาพชัดเจนยิ่งนัก แต่วันนี้ผมขอแถมให้อีกหนึ่งครับ มีสตางค์…ยังไม่ตาย อยากใช้ให้สุขสบาย แต่ไม่กล้าใช้สตางค์

คนรวยไม่กล้าใช้เงิน

คุณผู้อ่านคงสงสัยว่าที่ผมกล่าวไว้นั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เกิดขึ้นกับใคร และที่ไหน คำตอบก็คือเป็นไปแล้วจริงๆ เกิดขึ้นไม่ไกลจากไทย ที่ประเทศจีนแค่นี้เอง

เดือนมีนาคม 2556 นายสี จิ้นผิง ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของจีนต่อจากนาย หู จิ่นเทา และเขาประกาศนโยบายเสียงดังฟังชัดว่าจะปราบคอร์รัปชันที่แพร่สะพัดอยู่ทั่วประเทศจีนอย่างจริงจัง ซึ่งก็เป็นนโยบายที่ไม่แตกต่างไปจาก นายหู จิ่นเทา หรือผู้นำจีนอีกหลายคนในอดีตที่ผ่านมา

แต่นายสี จิ้นผิง แสดงความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังมากกว่า เขาใช้ภาษาที่มีสีสัน และประกาศแนวปฏิบัติ ที่แตกต่างไปจากผู้นำจีนในยุคที่ผ่านมา เขาระบุว่าจะต้องจัดการกับ “เสือ” และ “แมลงวัน” ทั้งหลาย และกำหนดแนวปฏิบัติชัดเจนว่า ต่อไปจะต้องไม่มีการตกแต่งสถานที่จัดงานด้วยดอกไม้ราคาแพงนานาชนิด หรือจัดงานหรู-ปูพรมแดง เป็นต้น

นายสี มองเห็นว่าคอร์รัปชันได้แพร่หลายในจีนอย่างกว้างขวางมานาน และกำลังบั่นทอนความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนั้นพรรคจะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง เพื่อเรียกความนิยมให้กลับคืนมา ในช่วงแรกที่เขาประกาศนโยบายนั้น ผู้คนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลเพียงใด แต่ในชั่วเวลาเพียงแค่ 9 เดือนแรกของปี 2556 เท่านั้น รัฐบาลจีนได้ดำเนินคดี และลงโทษข้าราชการ รวมทั้งนักการเมืองผู้ทุจริตไปแล้วกว่า 108,000 ราย มีคดีดังๆ ของผู้นำระดับสูงรวมอยู่ด้วย

นาย สี จิ้นผิง กล่าวว่า “แมลงวัน” ก็คือตัวกระจอกงอกง่อยที่อยู่ “หางแถว” ของการคอร์รัปชัน ส่วนตัวเป้งๆ ที่อยู่หัวแถวของขบวนการโกงนั้น ก็คือ “เสือ” ซึ่งถ้าจะปราบคอร์รัปชันให้สำเร็จ ก็จะต้องจับทั้ง “เสือ” และ “แมลงวัน” ผลที่ตามมาก็คือจับได้นับแสนราย

ที่สำคัญ เพียง 9 เดือน เขาจับ “เสือ” ได้ถึง 17 ตัว และแน่นอนว่า ปี 2557 นี้ คงจะมีเสือลำบาก เพิ่มขึ้นอีกหลายตัวทีเดียว ดังนั้น ข้าราชการจีนและผู้นำระดับต่างๆ จึงตกอยู่ภายใต้ภาวะ “มีสตางค์…ยังไม่ตาย อยากใช้ให้สุขสบาย แต่ไม่กล้าใช้สตางค์”

เพราะการใช้นาฬิกาข้อมือแพงๆ หรือ รถยนต์หรู กระเป่าแบรนด์เนม ของใช้ฟุ่มเฟือย ภัตตาคารราคาแพง ฯลฯ จะทำให้ตกเป็น “เป้า” ว่ามีรายได้มาจากที่ใด หรือแม้จะหาช่องทาง “แอบ” ไปใช้เงินในต่างประเทศ ก็ยังกังวลว่าอาจถูกจับได้ และจะกลายเป็น “เสือลำบาก” ขึ้นมา เรียกว่ามีเงิน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ถือเป็นทุกข์ของคนมีเงิน ซึ่งเปิดเผยที่มาของเงินไม่ได้

ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของข้าราชการและนักการเมืองจีน จะเปลี่ยนไปอย่างมากมายในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปีเท่านั้น ด้วยผู้นำสูงสุดที่เฉียบขาด และกฎเหล็กได้ทยอยออกมาเรื่อยๆ รวมทั้งการลงโทษอย่างจริงจัง ปลายปีที่แล้ว คณะรัฐมนตรีได้ออกกฎว่า ข้าราชการจะต้องไม่เดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นกรณีที่ “จำเป็นจริงๆ” เท่านั้น และต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกอีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557 กระทรวงการคลังได้ออกคำสั่งว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งต่ำกว่ารัฐมนตรี ต้องไม่ขึ้นเครื่องบินชั้นธุรกิจ และไม่พักโรงแรมในห้องสวีท นอกจากนั้น ยังมีกฎเกณฑ์อีกมากมายที่ต้องระมัดระวัง เช่น ห้ามใช้เงินของทางราชการพิมพ์ปฏิทินแจก เป็นต้น

ความหวาดผวา ทำให้ข้าราชการและนักการเมือง ต้องวางเนื้อวางตัวอย่างระมัดระวัง และปรับแบบแผนการใช้จ่ายในชีวิตส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือการรับประทานอาหารเย็นในภัตตาคารหรู ได้ลดลงไปอย่างมากมาย การซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ ก็ลดลงไปมากเช่นกัน

ธุรกิจโรงแรม และสายการบินได้รับผลกระทบ รายได้ของภัตตาคารในโรงแรมห้าดาว ลดลง 30-40% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้โรงแรมและสายการบินต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจกันยกใหญ่

นี่แหละครับ คือ ความเดือดร้อนของนักการเมืองและข้าราชการจีน ที่มีสตางค์ แต่ไม่กล้าใช้จ่าย เพราะจะนำความเสี่ยงเข้ามาทันที ตรงนี้นับว่าต่างไปจากนักการเมืองและข้าราชการไทยบางคน ที่เงินเดือนก็ไม่เท่าไร ทรัพย์สินติดตัวก็ไม่ได้มีมาก่อน แต่รายได้ของท่านงอกเงยมาจากทางไหนอย่างมากมายก็ไม่รู้ และยังสามารถใช้สตางค์ได้โดยไม่วิตกกังวลมากนัก ว่าจะกลายเป็น “เสือ”

นายสี จิ้นผิง จะปราบคอร์รัปชันได้เด็ดขาดหรือไม่ คงต้องรอให้เวลาพิสูจน์ แต่ที่ผ่านมาก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ถ้านายสี อยู่ในอำนาจต่อไปตามกติกา และไม่ “ดีแตก” เสียก่อน ขันนอตในส่วนที่ควรขัน คลายนอตในส่วนที่ควรคลาย ผลประโยชน์ใหญ่หลวง ก็คงจะเกิดขึ้นแก่ประเทศและประชาชนอย่างยิ่ง

ประเทศไทยเรา ที่วุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจากปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งมีมานานจนแทบจะกลายเป็นแนวปฏิบัติที่ยอมรับได้ในสังคมไปเสียแล้ว วันนี้ประชาชนและนักธุรกิจตื่นตัว ออกมาเรียกร้องให้มีการปราบปรามและป้องกัน ก่อนที่ประเทศจะตกต่ำลงไปกว่านี้ จนอาจกลายเป็นประเทศอันดับสุดท้ายของอาเซียน ในทุกมิติที่สำคัญ

เราศึกษาโมเดลของประเทศต่างๆ มามากแล้ว ถ้าลองศึกษาโมเดลใหม่เอี่ยมอ่อง ของนายสี จิ้นผิง ดูบ้าง ก็น่าสนใจนะครับ เพราะถ้าหากเขาทำได้สำเร็จในประเทศที่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กว้างขวางและผู้คนนับพันล้าน ประเทศเล็กๆ อย่างเรา และมีวัฒนธรรมคล้ายกัน ก็น่าจะทำได้เช่นกัน

เรามีพื้นฐานรองรับอยู่แล้วว่า “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ดังนั้น ถ้าแค่จับ “เสือ” ให้ได้เต็มไม้เต็มมือสักหน่อย “แมลงวัน” ก็จะเบาบางลงไปเยอะ

เมื่อใดก็ตาม ที่การเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์ และได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ ใครที่เป็นผู้นำ ก็จะต้อง “จับเสือ” ให้ประชาชนได้ชม อย่างน้อย สักห้าตัว สิบตัวครับ แล้วก็ทยอยปราบเสือไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้น บ้านเมืองคงไม่มีทางหลุดไปจากวงจรอุบาทว์ ได้หรอก

ที่สำคัญก็คือ เสือจับเสือด้วยกัน…คงไม่ได้ คนสั่งและคนจับ ต้องไม่ใช่เสือครับ

You can leave a response, or trackback from your own site.

Social Comment

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Powered by WordPress. Copyright © 2012 The Real Blog link exchange Subscribe to our Feed บล็อกแห่งความจริง